การรักษาเป็นเรื่องทำให้สุขภาพที่ไม่ปกติให้ดีขึ้น ให้หายจากการเป็นโรค โรคของฟันเป็นโรคที่
จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่โดยทั่วไปไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงชีวิต แต่ท่านทั้งหลายอย่าลืมว่า
ก่อนที่อาหารจะเข้าสู่ร่างกายได้นั้นต้องผ่านช่องปากก่อน เพื่อบดเคี้ยว ย่อยอาหารบางส่วน ถ้าหากไม่มี
ปากและฟัน ก็ย่อมมีผลกระทบต่อระบบย่อยและระบบขับถ่ายแน่นอน ฉะนั้น จำเป็นที่เราต้องตรวจฟัน
เป็นประจำทุกๆ 6 เดือน เพื่อคอยตรวจสภาพความสมบูรณ์ของฟันและช่องปาก ก่อนที่จะเกิดโรคแล้ว
มาเสียเวลารักษา เสียค่าใช้จ่ายจริงไหมคะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       เสียงดังที่เกิดขึ้นบริเวณหน้าหู มักพบได้ขณะอ้าปาก หรือหุบปาก มักมีคนสงสัยว่าเสียงนี้เกิดจาก
อะไร เสียงนี้ไม่ได้พบในทุกๆ คนค่ะ หรือบางคนอาจเคยมีและหายไปได้เอง เสียงนี้เกิดจากการที่
แผ่นรองกระดูก ( Articular disc ) บริเวณข้อต่อ ขากรรไกรเคลื่อนทำให้เวลาที่เราอ้าปากหรือ
หุบปากข้อต่อขากรรไกรจะเคลื่อนขัดกับแผ่นรองกระดูกเกิดเสียงคลิกขึ้นมาได้ เสียงที่เกิดขึ้น
ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดปกติเสมอไปอาจจะสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นบ้างแต่หากไม่มีอาการ
เจ็บปวดร่วมด้วยก็มักไม่เกิดปัญหาอะไร ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะคะ แต่หากผู้ที่พบว่ามีอาการเจ็บปวด
ร่วมด้วย หรือรู้สึกว่าทำให้เกิดการอ้าปากได้น้อยลงก็ควรที่จะไปพบ ทันต แพทย์เพื่อจะได้ให้
คำแนะนำในการปฏิบัติตัวและได้รับการรักษาที่ถูกต้องนะคะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       ฟันคุด ได้ยินจากชื่อ ก็จะเห็นเลยว่า เป็นฟันที่ขึ้นไม่ได้ตามปกตินั่นเอง อาจเนื่องมาจากมีกระดูก
เหงือกหรือแม้แต่ฟันข้างเคียงขัดขวางการขึ้นอยู่ สาเหตุก็เนื่องจากความไม่สัมพันธ์กันของขนาด
ฟันกับขากรรไกร โดยถ้าขนาดฟันทั้งหมดรวมกันใหญ่กว่าขากรรไกร ก็จะทำให้เกิดฟันคุดได้
แม้กระทั่งโรคหรือความผิดปกติในบริเวณดังกล่าวก็อาจขัดขวาง การขึ้นของฟันได้เช่นกัน

ข้อบ่งชี้การถอนฟันคุด (ใช้คำว่าถอนคงทำให้ความรู้สึกของผู้อ่านดีขึ้นนะคะ)
•  มีการอักเสบของเนื้อเยื่อคลุมฟันที่ขึ้นไม่เต็มที่ สาเหตุของการอักเสบเนื่องจากทำความสะอาด
    ได้ไม่ดี และมีเศษอาหารหมักหมม หรือผู้ป่วยมีสุขภาพอ่อนแอ
•  ในกรณีที่มีการผุของซี่ฟันคุดเอง หรือฟันคุดเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันข้างเคียงผุ
•  มีการทำลายกระดูก บริเวณฟันข้างเคียง ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานอาจทำให้เกิดโรคเหงือกได้
•  ในกรณีที่ต้องใส่ฟันปลอมทับในบริเวณที่มีฟันคุดอยู่นั้น ก็จำเป็นต้องนำฟันคุดออกก่อน
•  เมื่อฟันคุดขัดขวางต่อการจัดฟัน
•  มีการละลายของรากฟันซี่อื่นๆ เนื่องจากแรงดันของฟันคุด
กรณีที่จะไม่นำฟันคุดออก คือ ถ้านำฟันคุดซี่นั้นๆออกแล้วจะทำลายอวัยวะที่สำคัญบริเวณใกล้เคียง
ทำให้เกิดอันตราย

ย้อนกลับ

 

 


 

       ผู้ที่เคยเจอปัญหาอย่างนี้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดความรำคาญและพาลที่จะไม่อยากเข้าไปอุดฟันอีกเลย
เพราะรู้สึกว่าทั้งเสียเวลาและยังต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุอีกด้วย สาเหตุของการที่หลังจาก
อุดฟันไว้แล้ว มักมีการหลุดหรือแตกออกนั้น มีได้หลายสาเหตุค่ะ แต่สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่มักจะถูก
มองข้ามได้ก็คือ การที่คนไข้มีลักษณะนิสัยที่นอนกัดฟันในเวลากลางคืน สิ่งนี้แหละค่ะเป็นสาเหตุ
ที่สำคัญและมักถูกละเลยไป เพราะผู้ที่นอนกัดฟันจะถูฟัน บดเคี้ยวฟันโดยไม่รู้ตัวเวลานอน ทำให้
ไม่ว่าจะอุดฟันมาดีขนาดไหนหรือระวังการใช้อย่างมากแค่ไหน แต่ก็มักพบกับปัญหาดังกล่าวซ้ำๆ
อยู่เรื่อยไป เราจะรู้ได้อย่างไรว่านอนกัดฟันหรือไม่ สิ่งที่จะบ่งชี้ได้แน่ชัดเลยว่านอนกัดฟันก็คือ
ต้องถามจากผู้ที่นอนข้างๆ เราค่ะ ว่าเวลานอนได้ยินเสียงดัง กร๊อดๆ จากเรารึเปล่า นั่นก็เป็นข้อบ่งชี้
อันหนึ่ง หรือบางครั้งเราจะพบว่าผู้ที่นอนกัดฟันไม่จำเป็นว่าต้องได้ยินเสียงอย่างนี้เสมอไปนะคะ
อย่าเพิ่งวางใจค่ะ เรามีวิธีการสังเกตอีกอย่างหนึ่งที่พอจะบอกได้ว่านอนกัดฟันหรือไม่ หากเราสงสัย
ว่าเราอาจจะนอนกัดฟัน ก็ลองส่องกระจกดูนะคะ ว่าบริเวณฟันเขี้ยวของเราทั้งบนและล่างจะมีรอย
สึกเรียบๆ มันๆ ดูแล้วมันทู่ๆ ไม่สมกับชื่อว่าฟันเขี้ยว นี่ก็แทบจะฟันธงได้เลยละค่ะว่าอาจจะมีการ
นอนกัดฟันเกิดขึ้น ทีนี้อาจจะสงสัยว่าแล้วต้องทนกับการอุดฟันใหม่ซ้ำๆ ไปตลอดหรือเปล่า ไม่ต้อง
กังวลค่ะ เพราะ ทันตแพทย์จะมีเครื่องมือที่เรียกว่า เฝือกสบฟัน ( Occlusal splint ) ให้สำหรับใส่
ในตอนกลางคืนและยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกได้อีกด้วยว่าเรามีการนอนกัดฟันอยู่จริงๆ รึเปล่า
ทั้งยังป้องกันไม่ให้การบดถูฟันตอนกลางคืนซึ่งทำให้ฟันของเราสึกและเกิดเสียวฟัน รวมทั้งป้องกัน
วัสดุที่อุดไปไม่ให้เกิดแตกหลุดซ้ำๆ ได้อีกด้วยค่ะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       การที่ปวดฟันโดยที่ฟันไม่ผุ ไม่ใช่เรื่องแปลกคะ อาจเกิดขึ้นได้ เช่น กรณีฟันคุด ไม่ได้เกิดฟันผุ
แต่มีอาการปวดจากการที่ฟันไม่สามารถขึ้นมาได้อย่างปกติ หรืออาจเกิดจากเป็นโรคเหงือก-โรค
ปริทันต์หรือรำมะนาดที่เคยได้ยินกัน ทำให้เกิดการอักเสบบริเวณเหงือกรอบๆ ฟัน ก็ส่งผลให้เกิด
อาการปวดขึ้นได้คะ แต่หากพบว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวๆ มา ก็ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งที่มักถูกมอง
ข้ามไปค่ะ นั่นคือการที่คนไข้ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับฟันจริงๆ แต่เป็นปัญหาของกล้ามเนื้อบดเคี้ยว
ที่ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดส่งมายังฟันได้ จึงมักทำให้เข้าใจผิดว่าฟันที่ปวดมีปัญหา และอาจทำ
ให้ได้รับการรักษาที่ไม่ตรงจุด สาเหตุที่ปัญหาจากกล้ามเนื้อบดเคี้ยวส่งผลให้เกิดการปวดฟัน
ได้นั้นก็เนื่องจากว่าเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อและเลี้ยงฟันเป็นกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นปัญหาที่เกิด
จากที่หนึ่งก็อาจส่งผลให้เกิดอีกที่หนึ่งได้ค่ะ ทางที่ดีควรพบ ทันตแพทย์เพื่อบอกเล่าถึงอาการ
ที่เป็นโดยละเอียด และหากทันตแพทย์ตรวจพบว่ามีปัญหาที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวจริง ก็จะทำการรักษา
ได้อย่างตรงจุดและทำให้ปัญหาการปวดฟันหายไปได้เองค่ะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       เมื่อมีฟันผุทะลุประสาทฟัน บางคนอาจมีอาการปวดจนถึงกับต้องร้องไห้มาหาหมอเลยทีเดียว
แต่บางคนอาจไม่มีอาการปวดใดๆเลย เพียงแต่สงสัยว่าทำไมจึงมีหนองไหลออกมาจากเหงือก
ซึ่งทั้งหมดแสดงถึงมีการติดเชื้อ ภายในประสาทฟัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษารากฟัน
โดยการกำจัดประสาท ฟันภายในรากฟัน ทำความสะอาด แล้วจึงอุดรากฟันเป็นขั้นสุดท้าย
ถ้าหากไม่รักษารากฟันก่อน แล้วยังฝืนอุดฟันซี่นั้นไปก็จะทำให้การติดเชื้อภายในประสาทฟัน
ยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้มีการทำลายของเนื้อเยื่อโดยรอบขยายกว้างขึ้น รวมทั้งมีอาการ
ปวดรุนแรงมากขึ้น

ย้อนกลับ

 

 


 

       ทุกอย่างต้องมีต้นทุนค่ะ.... และยิ่งต้นทุนเพื่อบำบัดโรคและสุขภาพ มักจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและ
ต้องมีประสิทธิภาพสูง ฉะนั้นค่าใช้จ่าย ย่อมจะแปลไปตามนั้นด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  การฆ่าเชื้อเครื่องมือ ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้น้ำยาและอุปกรณ์ที่ต้องสั่งและนำเข้าจากต่างประเทศ

  บุคลากร ผู้ช่วยทันตแพทย์ จะต้องเป็นผู้ที่ฝึกฝนมาโดยเฉพาะ ต้องมีความอดทน และรักในการ
เป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ เพราะรายละเอียดเยอะไม่ว่าจะเป็น ชื่อเครื่องมือ อุปกรณ์ การผสมวัสดุ ขั้นตอน
การช่วยการรักษา การฝึกฝนใช้เวลานาน ฉะนั้น ค่าจ้าง – ค่าแรง ก็จะมีความสูญเสียเกิดขึ้น

  เครื่องมือที่ใช้ส่วนจะนำเข้าจากการต่างประเทศ เช่น เก้าอี้นอนทำฟัน ที่มีพอใช้ได้ถึงดีมาก
มีตั้งแต่ราคา 2 00,000 – 2,000,000 เครื่องมืออุดฟันสัก 1 ชุดที่มีคุณภาพดีจะอยู่ที่ประมาณ
5,000 – 10,000 บาทเป็นต้น

  วัสดุที่ใช้ เช่น วัสดุพิมพ์ปาก หลอดขนาดเท่ายาสีฟัน ก็มีมูลค่าหลอ ดล ะหลายพันบาท ซึ่งวัสดุ
อุปกรณ์ที่ใช้มีเป็นร้อย เป็นพันชนิด เพื่อประโยชน์การใช้ในแง่ต่างๆกัน รวมความทั้งหมดแล้ว ก็จะ
เห็นได้ว่าการทำฟัน สักครั้งหนึ่ง จะมีต้นทุนค่อนข้างสูงมาก ค่าใช้จ่ายของคนไข้ก็สูงตามไปด้วย
แต่อย่าลืมว่าการดูแลสุขภาพช่องปาก การรักษาโรคมีความจำเป็นต่อชีวิต ฉะนั้น การทำฟัน
ไม่ได้แพงเลย แต่ราคาสูง เพราะถ้าแพงแสดงว่าไม่คุ้มค่ากับการทำ ลองคิดดูเล่นๆ นะคะ
คุณเคยซื้อเสื้อมาแล้วแขวนไว้ในตู้เฉยๆ โดยไม่เคยใส่หรือเปล่า ?????? เก็บคำว่าแพง และเสียดาย
เงินไปกับเรื่องเหล่านั้นดีกว่าค่ะ เพราะการเสียเงินให้กับการทำฟันนั้น สิ่งที่ได้รับกลับมานอกจาก
สุขภาพฟันที่สมบูรณ์แล้วยังได้ความมั่นใจเวลาที่เราพบปะผู้คนแล้วสามารถยิ้มโชว์ฟันที่สวยงาม
ของเราได้อีกด้วยนะคะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       ฟลูออไรด์เมื่อร่างกายได้รับจะไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของฟันให้อยู่ในรูปที่แข็งแรงขึ้น ซึ่งจะช่วย
ป้องกันฟันผุได้ แต่ร่างกายต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม มิเช่นนั้นจะกลายเป็น Fluorosis
คือร่างกายได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเกินไป ส่วนใหญ่จะมาจากน้ำดื่ม ทำให้ฟันมีลักษณะเป็น
ดวงด่างๆ สีขาวขุ่น (Enamel hyperplasia) ทำให้ฟันขาดความแข็งแรง

ย้อนกลับ

 

 


 

       ง่ายมากเลยค่ะ ก็ลดการดื่มชา กาแฟ และสูบบุหรี่ให้น้อยลง แต่ถ้าทำไม่ได้ เราขอแนะนำการขัดฟันแบบ
Air Flow สิคะ

Air Flow เป็นเครื่องมือแบบหนึ่งที่จะพ่นทั้งลม น้ำ และผงขัด ประเภท sodium hydrogen carbonate
ทำให้ขัดคราบสีที่ติดตาม ซอกฟัน ผิวฟัน หรือแม้แต่ตามร่องของด้านบดเคี้ยวได้อย่างดีใช้เวลาไม่นาน
ไม่เจ็บ แถมยังมีกลิ่นหอมอีกด้วย

ย้อนกลับ

 

 


 

       ปัจจุบันมีการผลิตแปรงสีฟันออกมาจำหน่ายในรูปร่างลักษณะต่างๆ เป็นจำนวนมาก บ้างเป็นรูปนางเงือก
รูปตุ๊กตาบาร์บี้ ถูกใจเด็กผู้หญิงเหลือเกิน บ้างเป็นรูปหุ่นยนต์ทำเหมือนซะจนเด็กผู้ชายต้องร้องซื้อ
บ้างก็ทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆด้วยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น รูปหมู รูปหมา รูปแมว รูปยีราฟ น่าเอ็นดูจนผู้ใหญ่อ
ย่างเราก็อดใจไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณะแบบใด เลือกได้ตามความพอใจ แต่มีหลักง่ายๆ
ให้พิจารณา เพื่อความเหมาะสมกับแต่ละบุคคลคือ

1. ขนาดแปรงเหมาะสมกับอายุ
2. ด้ามจับถนัดมือ
3. ขนแปรงนุ่ม
4. หัวแปรงไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป

ส่วนขนแปรง จะออกแบบพิสดาร ล้ำลึก ปลายแหลมเรียว สั้นๆ ยาวๆ หัวแปรงโค้ง เท่านั้นเท่านี้
กี่องศา ก็ตามใจพระเดชพระคุณเถอะค่ะ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถ้าแปรงสีฟันนั้นจะเลิศเลอขายอันเป็นแสน
แต่ถ้าคุณซื้อมาแล้วแขวนทิ้งไว้ ไม่ยอมแปรงก็ไม่มีค่าอะไรจริงไหมคะ.....

ย้อนกลับ

 

 


 

       ฟันน้ำนมซี่แรกจะขึ้นเมื่อเด็กอายุประมาณ 6 เดือน และฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้ายจะขึ้นอยู่ในช่วงอายุ
2 ขวบครึ่ง – 3 ขวบ ความสำคัญฟันน้ำนมคือ

1. เพื่อใช้ในการบดเคี้ยวอาหาร
2. เพื่อใช้ในการออกเสียงพูด
3. พัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก สร้างเสริมความมั่นใจในการเข้าสังคม เพราะอย่าลืมว่าเด็กเล็กๆ
     ก็มีหัวใจนะคะ เขาก็ต้องการความยอมรับนับถือไม่น้อยไปกว่าผู้ใหญ่นะคะ
4. ช่วยกระตุ้นการขึ้นของฟันแท้
5. ฟันน้ำนมช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของขากรรไกร
6. ช่วยรักษาระยะ และความกว้างของช่องฟัน เพื่อให้ฟันแท้ขึ้นมาได้อย่างถูกตำแหน่ง และมีการเรียงตัว
    ที่สวยงาม

ย้อนกลับ

 

 


 

ข้อเด่น

ข้อด้อย

•  สีสวยเหมือนธรรมชาติ
•  เสียเนื้อฟัน ในขั้นตอนการอุดน้อย ประหยัดเนื้อฟัน
•  ยึดติดกับเนื้อฟันได้ดี

•  เทคนิค วิธีการอุดยุ่งยากและซับซ้อน
•  ทนต่อความชื้นในขณะที่วัสดุยังแข็งตัว
ได้ไม่เต็มที่ เช่น หากมีเลือด หรือ น้ำลาย
ในขณะอุดจะทำให้ประสิทธิภาพภายหลัง
การอุดต่ำลงมีโอกาสรั่วซึมได้

ย้อนกลับ

 

 


 

ประการสำคัญคือ

1. เพื่อแก้ไขความพกพร่องของการทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวให้ดีขึ้น
2. ป้องกัน โรคฟันผุ เช่น ในคนไข้ที่ฟันซ้อนเกมากๆ โอกาสฟันผุก็สูงตามไปด้วย ฉะนั้น
    เมื่อฟันเรียงเป็นระเบียบแล้ว การดูแลรักษาก็จะง่ายขึ้น
3. ป้องกันโรคปริทันต์อักเสบ (โรคเหงือกอักเสบนั่นเอง)
4. เพื่อแก้ไขความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดบางอย่าง เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่
5. เพื่อช่วยในการใส่ฟันปลอม เช่น คนไข้ถอนฟันไปนาน ๆ ฟันล้มเอียงใส่ฟันปลอมไม่ได้
    ก็มาทำการจัดฟันเพื่อเปิดช่องว่าให้กว้างเพียงพอที่จะใส่ฟันได้สวยงามมีประสิทธิภาพ
6. แก้ไขสภาวะทางจิตใจ คนไข้บางคนสูญเสียความมั่นใจ หรือความสุขไป เนื่องจาก
    ฟันเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ เช่น ฟันซ้อนมาก ฟันยื่นมาก ทำให้ดูไม่สวย – ไม่หล่อ เป็นต้น

ย้อนกลับ

 

 


 

•  ต้องเตรียมตัวเพื่อยอมรับความเปลี่ยนแปลง

•  เมื่อมีเครื่องมือจัดฟันในปาก การรับประทานอาหารหรือการทำความสะอาดจะต้องดูแลเป็นพิเศษ
    หลีกเลี่ยงอาหารที่แข็งหรือเหนียวมาก เช่น กระดูก กระยาสารท น้ำแข็ง หรือหมากฝรั่ง เป็นต้น

•  ต้องมาพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก ๆ เดือนเป็นเวลา 2-3 ปี

•  ต้องมีความอดทน เพราะการจัดฟันอาจเกิดความเจ็บปวดในระยะแรกบ้างเล็กน้อย

•  ต้องปฏิบัติ และเชื่อฟังคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด

ย้อนกลับ

 

 


 

       หากท่านสูญเสียฟันหน้า ฟันเขี้ยว หรือฟันกรามน้อยไป ท่านคงตอบคำถามนี้ได้ด้วยตัวของท่านเอง
แน่นอนว่าต้องใส่ฟันปลอม เพราะฟันในกลุ่มนี้ เป็นฟันที่เรามองเห็นได้ ในเวลาที่เราพูด เรายิ้ม หรือ
แม้แต่เวลาที่เราหัวเราะ จึงมีผลอย่างมากต่อความสวยงาม การพูด และบุคลิกภาพ ซึ่งแน่นอนว่า
ทุกคนก็คงต้องอยากดูดี ดูสวย ดูหล่อ กันทั้งนั้นจริงไหมคะ แม้ไม่สวยเท่าระดับนางงาม หรือ
หล่อเหลาแบบดารา แต่ก็คงไม่อยากอายใครๆเวลาที่เราพูด เรายิ้ม หรือเวลาที่เราหัวเราะใช่ไหมคะ

แต่หากฟันที่ท่านสูญเสียไปเป็นฟันกรามที่อยู่ด้านใน คนส่วนใหญ่มักจะลังเลที่จะใส่ฟันปลอมและ
หลายคนมักจะคิดว่าไม่ใส่ ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า ฟันหลักที่ใช้เคี้ยวอาหารคือฟันกราม
หากท่านสูญเสียฟันกรามไปโดยไม่ใส่ฟันปลอมทดแทน ประสิทธิภาพการเคี้ยวอาหารของท่านจะลดลง
กว่าครึ่งหรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนซี่ฟันที่สูญเสียไป เมื่อท่านไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ละเอียด
กระเพาะต้องทำงานหนักขึ้นบางครั้งทำให้เกิดแผลขึ้น อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะได้

นอกจากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วนั้น การที่ถอนฟันไปแล้วไม่ใส่ฟันปลอม จะทำให้เกิดช่องว่าง
ฟันที่เหลืออยู่ก็จะล้มเอียงเข้าหาช่องว่าง ทำให้เกิดฟันล้มเอียง ซ้อนเก บิดหมุน หรือเกิดช่องว่าง
ระหว่างฟันได้ และฟันคู่สบที่เหลืออยู่ก็จะยื่นยาว ง่ายต่อการเป็นโรคเหงือก หรือโรครำมะนาด (โรคปริทันต์)
อีกด้วย ดังนั้น หมอขอฟันธงนะคะว่า หากท่านถอนฟันไปแล้วควรจะต้องใส่ฟันปลอมค่ะ ยกเว้น
ท่านที่ถอนฟันกรามซี่สุดท้ายหรือฟันคุดไป ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ฟันปลอมนะคะ แต่อย่าลืมปรึกษา
คุณหมอฟันประจำตัวของท่านจะดีที่สุดค่ะ

_______________________________________________________________________

ย้อนกลับ

 

 


 

       รากเทียมหรือรากฟันเทียม เป็นวิธีหนึ่งในการทดแทน ฟันที่สูญเสียไปจัดอยู่ในอยู่ประเภทปลอมติดแน่น
ที่ยึดอยู่ในช่องปากได้โดยการฝังรากเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร จากนั้นจึงครอบฟันลงบนรากเทียม
ที่ฝังและยึดอยู่ในกระดูก ทำให้สามารถใส่ฟันปลอมติดแน่นได้ โดยไม่ต้องสูญเสียเนื้อฟันดีๆ ที่อบยู่ข้างเคียง
ในบางครั้ง เราอาจใช้รากเทียมร่วมกับ ฟันปลอมทั้งปากได้โดยฟันปลอมจะยึดบนแกนที่อยู่บนรากเทียม
ทำให้ฟันปลอมทั้งปากนั้นมีความมั่นคง และยึดอยู่ในปากได้ดีขึ้น

ขั้นตอนในการทำรากเทียมนั้น โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

ขั้นที่ 1 การฝังรากเทียมลงในกระดูก หลังการผ่าตัด จะเย็บปิดแผล แล้วรอให้ร่างกายสร้างกระดูก
เพื่อยึดติด กับรากเทียม โดยปกติฟันล่างจะรอประมาณ 3-4 เดือน ส่วนในฟันบน จะใช้เวลานากว่าฟันล่าง
คือประมาณ 6 เดือน

ขั้นที่ 2 เป็นผ่าตัดครั้งที่ 2 โดยทำการผ่าตัดเปิดเหงือกแล้วยึดส่วนแกนฟัน (Abutment) ลงบนรากเทียม
ที่ฝังอยู่ในกระดูก จากนั้นจึงปิดแผลและจะเห็นว่ามีส่วน แกนฟัน โผล่ออกมา เพื่อเตรียมรองรับ
ฟันปลอมต่อไป

ขั้นที่ 3 เป็นการทำฟันปลอมทับบนแกนฟันและรากเทียม ซึ่งอาจจะเป็นฟันปลอมติดแน่นเช่นครอบฟัน
หรือฟันปลอมถอดได้ทั้งปากที่ทับบนรากเทียม

การพิจารณา เพื่อรักษาด้วยการทำรากเทียมนั้น มีหลายปัจจัยให้ต้องคำนึงถึง เช่นจำนวนซี่ฟันที่สูญเสียไป
คุณภาพและปริมาณของกระดูก สุขภาพร่างกายของผู้ป่วย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงไม่ใช่
ทุกคนที่สามารถทำรากเทียมได้ อย่างไรก็ตามรากเทียม ถือเป็นอีกทางเลือกทางหนึ่งในการรักษาเพื่อ
ทดแทนฟันที่สูญเสียไป ที่จะทำให้ท่านมีความรู้สึกใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด คุณภาพชีวิตของท่าน
จะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ท่านมีบุคลิก และมีความมั่นใจมากขึ้นนะคะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       ก่อนอื่นหมอคงต้องนิยามคำว่า แก่ก่อนนะคะ เพราะว่าจริงๆแล้วความแก่หรือไม่แก่อยู่ที่ใจค่ะ !!
ในที่นี้ ขอใช้คำว่าผู้สูงอายุ แทนคำว่าแก่นะคะ และผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้คือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ในผู้สูงอายุหากมีการสูญเสียฟันไปนั้น มักเกิดคำถามว่า จำเป็นต้องใส่ฟันปลอมหรือไม่ คำตอบก็คือ
หากท่านผู้สูงอายุเหล่านั้นยังคงต้องเข้าสังคม ยังมีความสุขกับการรับประทานอาหาร และการสูญเสีย
ฟันไปทำให้เคี้ยวอาหารได้ลำบาก ก็จำเป็นที่จะต้องใส่ฟันปลอม เพื่อให้ได้ทั้งความสวยงาม
บุคลิกภาพที่ดีและสามารถเคี้ยวอาหารได้ แต่หากผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันธรรมชาติไปนั้น มีสุขภาพร่างกาย
ไม่แข็งแรง ไม่สามารถเดินทางมาทำฟันไม่ได้ หรือฟันที่เสียไปไม่มีผลต่อความสวยความงาม ไม่กระทบต่อ
การบดเคี้ยว มีฟันกรามหรือฟันกรามน้อยเหลืออยู่ในปาก 5 – 6 คู่ และสามารถใช้งานงานได้ดีก็อาจ
ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ฟันปลอมก็ได้ค่ะ

ย้อนกลับ

 

 


 

       ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ฟันปลอมติดแน่นหมายถึง ฟันปลอมที่ใส่แล้วติดอยู่ในปาก โดยไม่ต้อง
ถอดเข้าถอดออกและให้ความรู้สึกเหมือนเป็นฟันธรรมชาติ ฟันปลอมติดแน่นในปัจจุบันนี้
อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ครอบฟัน และสะพานฟัน ซึ่งอยู่ในปากได้โดยอาศัยการยึดติดกับฟันธรรมชาติที่เหลืออยู่
สิ่งสำคัญคือจะต้องมีฟันธรรมชาติเหลืออยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ช่องว่างฟันที่เหลืออยู่จะต้อง
แข็งแรงไม่โยกสามารถรับแรงแทนฟันที่สูญเสียไปได้ และช่องว่างนั้นจะต้องไม่ยาวจนเกินไป ข้อดีคือ
ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ และสวยงามกว่า ฟันปลอมถอดได้ ไม่ต้องทำการผ่าตัด แต่ข้อเสียคือต้อง
สูญเสียเนื้อฟันที่ดีของฟันข้างเคียงเพื่อใช้เป็นหลักยึด

2. รากฟันเทียม ร่วมกับครอบฟันถือเป็นฟันปลอมติดแน่นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในปากได้โดยอาศัยการ
ยึดอยู่ในกระดูกขากรรไกร วิธีนี้จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากที่สุดเพราะเหมือนกับมีรากฟันและ
ตัวฟันขึ้นมาใหม่ แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น เพราะขั้นตอนการทำจะยุ่งยากกว่า ใช้เวลานานกว่า และต้อง
ทำการผ่าตัดเพื่อฝังรากฟันเทียม นอกจากนี้ยังขึ้นกับสุขภาพของผู้ป่วย ขนาดความสูงและความหนาแน่น
ของกระดูก ว่ามีความเหมาะสมสามารถทำรากฟันเทียมได้หรือไม่

ย้อนกลับ

 

 


 

       โดยปกติถ้าคนไข้มีร่างกายสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับความผิดปกติของการแข็งตัวของ
เลือด เช่น โรคตับที่ทำให้การสร้าง co-factor ซึ่งอยู่ในขบวนการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือในคนไข้
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบที่ได้รับสารกันการแข็งตัวของเลือดประเภท aspirin ถ้าคุณไม่ใช่คนไข้กลุ่มนี้
รับรองว่าสามารถแก้ไขภาวะเลือดไหลไม่หยุดภายหลังการถอนฟันได้ไม่ยากโดยปฏิบัติตามข้อแนะนำ
ภายหลังการถอนฟันอย่างเคร่งครัด

•  กัดผ้าก๊อสแน่นๆ นาน 2 ชั่วโมง หากนำผ้าก๊อสออกแล้วยังมีเลือดไหลอยู่ ให้กัดผ้าก๊อสต่ออีก 45 นาที

•  ห้ามบ้วน น้ำ น้ำลาย หรือเลือดโดยเด็ดขาด เพราะการบ้วนน้ำลายจะทำให้เลือดที่แข็งตัวแล้วหลุดออก
แผลก็จะเปิดทำให้เลือดไหลไม่หยุด

•  อย่าแคะหรือเลียบริเวณแผลถอนฟันเด็ดขาด

•  หากมีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง

•  งดดื่มสุราหรือสูบบุหรี่

หากยังคงมีเลือดไหลมากผิดปกติอีก ให้รีบกลับมาพบทันตแพทย์เพื่อทำความสะอาดกำจัดเนื้อเยื่อติดเชื้อ
ที่อาจมีผลให้เลือดหยุดยากคงค้างอยู่ร่วมกับการเย็บแผล

ย้อนกลับ

 

 


 

•  แปรงฟันให้สะอาดและถูกวิธีวันละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย

•  เลือกอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดช่องปากให้เหมาะสม

•  หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็น แป้ง ของหวาน อาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารเหนียวติดฟัน

•  ในเด็กระหว่างช่วงอายุ 2-16 ปีควรได้รับฟลูออไรด์โดยการรับประทานและเคลือบที่ผิวฟัน
ทั้งนี้ต้องทำการตรวจปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มก่อนให้ยาเม็ดฟลูออไรด์เพื่อจะได้สอดคล้องกับ
ความขาดแคลนและความต้องการของเด็กอย่างแท้จริง

•  ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือหากมีอาการผิดปกติให้รีบมาพบทันตแพทย์ทันที

ย้อนกลับ

 

 


 

       ต้องทราบสาเหตุก่อนว่าต้นเหตุของอาการปวดมาจากโรคหรืออวัยวะส่วนใด เช่น ฟัน กระดูก ขากรรไกร
เหงือกเป็นต้น แล้วรีบมาพบทันตแพทย์ทันที หากอาการปวดเกิดขึ้นทันทีทันใดโดยไม่อยู่ในช่วงเวลา
ที่จะพบ ทันตแพทย์ได้ เช่นปวดตอนตี 2 ก็อาจบำบัดฉุกเฉินด้วยตนเองไปก่อน

•  ปวดเฉียบพลันเนื่องจากประสาทฟันตาย คุณจะมีอาการปวดจนนอนไม่หลับ รับประทานยาก็ไม่หาย
คุณลองลุกขึ้นมานั่งแล้วอมน้ำแข็งไว้จะทำให้อาการดีขึ้น

•  รับประทานยาแก้ปวดพวก paracetamol เพื่อบรรเทาอาการปวด

•  หากคุณคิดจะนำพลาสเตอร์ร้อนแปะแก้มหรือตำยากรอกเข้าไปในฟันที่ปวด หมอขอแนะนำ
ให้ลืมวิธีเหล่านั้นไปได้เลยเพราะนอกจากจะไม่ทำให้หายปวดแล้ว ยังทำให้เกิดการไหม้บริเวณข้างแก้ม
และเนื้อเยื่ออ่อนภายในช่องปากอีกด้วย

•  ทำใจให้สงบ สวดมนต์แล้วกลับไปพักผ่อน เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ใจเย็นๆ

ย้อนกลับ

 


 

       ไวรัสเอดส์ หรือเชื้อ HIV ( Human immunodeficiency virus ) เป็นเชื้อที่ถูกทำลายได้ง่าย การต้มน้ำเดือด
เพียง 20 นาที การนึ่งที่ 121 องศาเซลเซียส ความดันที่ 15 ปอนด์/ตารางนิ้ว เป็นระยะเวลา 20 นาทีขึ้นไป
หรือแช่น้ำยา isopropyl alcohol 70 % , formalin 4 % , glutaraldehyde 2 % เป็นระยะเวลา 30 นาที
อย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถฆ่าเชื้อ HIV ได้แล้ว อย่าลืม ว่า การติดเชื้อ HIV จะมาจากสาเหตุหลักคือ
การร่วมเพศ เลือด และจากแม่สู่ลูกเท่านั้น

ฉะนั้น ถ้าการทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทำฟัน มีขั้นตอนดังที่กล่าวมาแล้ว คุณจึงมั่นใจได้เลยว่า
ปลอดภัยแน่นอน

ย้อนกลับ

 


 

โรคหัวใจและหลอดเลือด

       เป็นโรคที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเฉียบพลัน หรือเยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางครั้ง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบจะมีอาการปวดฟันหรือขากรรไกรได้ โดยไม่มีโรคที่เกิดในช่องปากแต่อย่างใด
เนื่องจากการใช้ยาชาทางทันตกรรมที่ผสมยาบีบหลอดเลือด (Epinephrine) จะมีผลต่อการทำงานของ
หัวใจมากขึ้นรวมทั้งเพิ่มความดันโลหิตให้สูงขึ้นด้วย แต่ถ้าไม่ใช้ยาบีบหลอดเลือดในยาชา ก็จะทำให้
ชาไม่เต็มที่ จะเกิดความเจ็บปวดขณะรักษาร่างกายจะหลั่งสาร Epinephrine ออกมาในปริมาณมากๆ
ทำให้มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดเช่นเดียวกัน ผู้ป่วยบางประเภทต้องได้รับยาต้านจุลชีพก่อนการ
ทำฟัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ

ความดันโลหิตสูง

       ความดันโลหิตสูงโดยปกติมากที่สุดไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับอายุของคนไข้
โดยเฉลี่ยต้องประมาณ 90+ อายุคนไข้ แต่ต้องไม่เกิน 160/90 มม.ปรอท ความดันโลหิตสามารถ
ถูกกระตุ้นให้สูงได้ เมื่อเกิดภาวะเครียดในการทำฟัน หรือได้รับยาชาที่ผสมยาบีบหลอดเลือด และอาจ
ส่งผลให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก ส่งผลให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ หรือกล้ามเนื้อหัวใจ ตายได้

เบาหวาน

       เป็นโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอย่างเรื้อรัง ทำให้มีผลต่อผนัง
หลอดเลือด เส้นประสาทส่วนปลาย ไต เรตินา และมีการติดเชื้อได้ง่าย รวมทั้งแผลหายยาก ฉะนั้น
ก่อนมาทำฟัน จำเป็นที่คนไข้ต้องควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และการรักษาบางชนิด เช่น
การถอนฟัน อาจจำเป็นต้องได้รับยาป้องกันจุลชีพ (Antibiotics) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

_______________________________________________________________________

ย้อนกลับ

 


 

       ในปัจจุบันโรคที่เกิดเนื่องจากการติดเชื้อมีหลากหลายโรค และมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การทำฟันเป็น
อีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้ติดเชื้อเหล่านั้นได้ หากไม่ป้องกันรักษาความสะอาดให้ดีเพียงพอ ทันตวัน
ทันตแพทย์ เห็นความสำคัญของการบริการที่ดี ถูกต้องตามหลักวิชาการ และที่สำคัญปลอดจากเชื้อโรค
ชนิดต่างๆ ทันตวัน ทันตแพทย์ จึงได้วางมาตรการป้องกันการกระจายเชื้อโรค และฆ่าเชื้ออย่างเคร่งครัด
ได้แก่

1. เครื่องมือที่เป็นวัสดุสิ้นเปลืองใช้เพียงครั้งเดียวไก้แก่ เข็มฉีดยา เข็มล้างแผล และแก้วบ้วนน้ำ เป็นต้น

2. เครื่องมือทุกชิ้นต้องผ่านการฆ่าเชื้อ 4 ขั้นตอน (ต่อผู้ป่วยหนึ่งรายในแต่ละครั้งที่ทำการรักษา)
__2.1 แช่น้ำยาฆ่าเชื้อ ( Glutasept) หลังใช้เครื่องมือเสร็จทันทีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
__2.2 ล้างเครื่องมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อสารทำลายคราบเลือดและน้ำลาย ( Detergent)
__2.3 ผนึกเครื่องมือในซองปราศจากเชื้อ
__2.4 อบเครื่องมือในตู้ปราศจากเชื้อด้วยความร้อนสูง (Autoclave)

3. เครื่องมือชิ้นใดที่ไม่สามารถอบได้ จะนำไปแช่น้ำยาฆ่าเชื้อ ( Glutasept) เป็นเวลานาน 6 ชั่วโมง

4. หัวกรอฟันทุกชนิด ล้างทำความสะอาดด้วยสารย่อยสลายอินทรีย์ ( detergent ) และแช่น้ำยาฆ่าเชื้อ
(Rotagerm) นานอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แล้วนำมาอบด้วยความร้อนสูง (Autoclave)

5. บริเวณพื้นผิวสัมผัสภายในห้องทำฟัน หลังจากเสร็จงานทุกครั้ง เช็ดด้วยน้ำสะอาดเพื่อขจัดคราบน้ำลาย
คลุมเครื่งมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ Iodophor เป็นเวลา 10 นาที และเช็ดทำความสะอาดอีกครั้งด้วยแอลกอฮอล
Alcohol หลังจากนั้น จะคลุมพลาสติกเพื่อจะได้ไม่สัมผัสกับพื้นผิวอุปกรณ์โดยตรงโดยตรง

6. ด้ามจับหัวกรอ หลังจากใช้งานเสร็จทุกครั้งจะพ่นน้ำทิ้งเป็นเวลา 2 นาที ล้างภายนอกด้วยน้ำสะอาด
แช่ในน้ำยา ( Decident ) เป็นเวลา 30 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ก่อนนำเข้าตู้อบ
ความร้อนสูง (Autoclave) ( ด้ามจับหัวกรอของคลินิกใช้ยี่ห้อห้อ W&H รุ่น synea TA 98 ซึ่งเป็นรุ่นที่
ไม่ดูดน้ำจากปากคนไข้กลับเข้าไปขังในด้ามจับหัวกรอ )

7. การจัดการเรื่องระบบท่อน้ำทิ้ง โดยสภาพแว ดล ้อมปกติท่อน้ำทิ้งทั่วๆไปจะมีเชื้อโรคอยู่ที่ระดับ
1,000,000 ตัว ต่อ 1 มิลลิลิตร ฉะนั้นจะมีการฆ่าเชื้อในระบบท่อด้วย PUREVAC ก่อนที่จะระบายลงสู่ท่อน้ำ
ซึ่งจากการทดสอบพบว่า จะมีเชื้อโรคทั่วไปเหลือเพียง 1, 000 ตัวต่อ 1 มิลลิลิตรเท่านั้น

ด้วยเหตุผลทั้งหมดดังกล่าวนี้ ทำให้ทุกท่านวางใจได้ว่า เครื่องมืออุปกรณ์ของเราปลอดเชื้อ

_______________________________________________________________________

ย้อนกลับ